การปรับแต่ง Font (Font Family, Size, Weight)
ในบทที่แล้ว เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการสีและพื้นหลังไปแล้ว ในบทนี้ เราจะมาเจาะลึกเรื่องของการปรับแต่งตัวอักษร (Font) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้ฟอนต์ที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์ของเว็บไซต์และดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานได้
Font Family: เลือกฟอนต์ที่ใช่
font-family คือคุณสมบัติ CSS ที่ใช้กำหนดชนิดของฟอนต์ที่ต้องการแสดงผลบนเว็บไซต์ การเลือกใช้ font-family ที่เหมาะสมจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูดีและอ่านง่ายมากยิ่งขึ้น
หลักการทำงานของ font-family
เมื่อเรากำหนด font-family ใน CSS, browser จะพยายามแสดงผลข้อความด้วยฟอนต์ที่เรากำหนด หาก browser ไม่พบฟอนต์นั้นในเครื่องของผู้ใช้งาน browser จะใช้ฟอนต์สำรองที่เรากำหนดไว้ใน font-family แทน ดังนั้นการกำหนดฟอนต์สำรองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตัวอย่างการใช้งาน font-family
body {
font-family: Arial, sans-serif;
}
h1 {
font-family: "Times New Roman", Times, serif;
}
p {
font-family: Verdana, Geneva, Tahoma, sans-serif;
}
จากตัวอย่างข้างต้น:
bodyจะใช้ฟอนต์ Arial หากไม่มี Arial จะใช้ฟอนต์ประเภท sans-serif ตัวใดก็ได้h1จะใช้ฟอนต์ "Times New Roman" หากไม่มี จะใช้ Times หากไม่มีทั้งสองอย่าง จะใช้ฟอนต์ประเภท serif ตัวใดก็ได้pจะใช้ฟอนต์ Verdana หากไม่มี จะใช้ Geneva หากไม่มี จะใช้ Tahoma หากไม่มีทั้งสามอย่าง จะใช้ฟอนต์ประเภท sans-serif ตัวใดก็ได้
ประเภทของฟอนต์ (Generic Font Families)
ในการกำหนด font-family เรามักจะใส่ Generic Font Families ไว้เป็นตัวเลือกสุดท้ายเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า browser จะแสดงผลข้อความด้วยฟอนต์ที่อ่านได้เสมอ Generic Font Families มีดังนี้:
serif: ฟอนต์ที่มีเชิง (เช่น Times New Roman) เหมาะสำหรับเนื้อหาที่ต้องการความน่าเชื่อถือsans-serif: ฟอนต์ที่ไม่มีเชิง (เช่น Arial, Helvetica) เหมาะสำหรับเนื้อหาที่ต้องการความทันสมัยmonospace: ฟอนต์ที่มีความกว้างของแต่ละตัวอักษรเท่ากัน (เช่น Courier New) เหมาะสำหรับ codecursive: ฟอนต์ที่เลียนแบบลายมือ (เช่น Brush Script MT) เหมาะสำหรับหัวข้อที่ต้องการความโดดเด่น (ควรใช้อย่างระมัดระวัง)fantasy: ฟอนต์ที่มีลักษณะแปลกตา (เช่น Papyrus) เหมาะสำหรับหัวข้อที่ต้องการความโดดเด่น (ควรใช้อย่างระมัดระวัง)
การใช้ฟอนต์จาก Google Fonts
Google Fonts เป็นแหล่งรวมฟอนต์ฟรีมากมายที่เราสามารถนำมาใช้บนเว็บไซต์ของเราได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดฟอนต์มาติดตั้งเอง
วิธีการใช้งาน Google Fonts
- เข้าไปที่ Google Fonts แล้วเลือกฟอนต์ที่ต้องการ
- คลิกที่ฟอนต์ที่เลือก แล้วเลือกรูปแบบ (styles) ที่ต้องการ (เช่น Regular, Bold, Italic)
- คัดลอกโค้ดที่ Google Fonts ให้มา (ในส่วนของ
<link>tag) แล้วนำไปใส่ใน<head>ของไฟล์ HTML ของคุณ - ใช้
font-familyที่ Google Fonts แนะนำใน CSS ของคุณ
ตัวอย่างการใช้ Google Fonts
สมมติว่าเราต้องการใช้ฟอนต์ "Roboto" จาก Google Fonts
1. เพิ่ม <link> tag ใน <head> ของ HTML
<head>
<link rel="preconnect" href="https://fonts.googleapis.com">
<link rel="preconnect" href="https://fonts.gstatic.com" crossorigin>
<link href="https://fonts.googleapis.com/css2?family=Roboto:wght@400;700&display=swap" rel="stylesheet">
</head>
2. ใช้ font-family ใน CSS
body {
font-family: 'Roboto', sans-serif;
}
Font Size: กำหนดขนาดตัวอักษร
font-size คือคุณสมบัติ CSS ที่ใช้กำหนดขนาดของตัวอักษร มีหน่วยวัดหลายแบบที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น:
px(pixels): ขนาดคงที่ เหมาะสำหรับกำหนดขนาดที่แน่นอนem: ขนาดสัมพันธ์กับขนาดตัวอักษรของ element แม่ (parent element) 1em เท่ากับขนาดตัวอักษรของ element แม่rem(root em): ขนาดสัมพันธ์กับขนาดตัวอักษรของ root element (<html>)%(percentage): ขนาดเป็นเปอร์เซ็นต์ของขนาดตัวอักษรของ element แม่
ตัวอย่างการใช้งาน font-size
body {
font-size: 16px; /* กำหนดขนาดตัวอักษรเริ่มต้นของ body เป็น 16 pixels */
}
h1 {
font-size: 2em; /* ขนาดของ h1 จะเป็น 2 เท่าของขนาดตัวอักษรของ body (32px) */
}
p {
font-size: 1.2rem; /* ขนาดของ p จะเป็น 1.2 เท่าของขนาดตัวอักษรของ root element */
}
ข้อแนะนำในการเลือกหน่วยวัด
โดยทั่วไป rem เป็นหน่วยวัดที่แนะนำให้ใช้ในการกำหนดขนาดตัวอักษร เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับขนาดตัวอักษรทั้งเว็บไซต์
Font Weight: กำหนดความหนาของตัวอักษร
font-weight คือคุณสมบัติ CSS ที่ใช้กำหนดความหนาของตัวอักษร
ค่าที่ใช้ได้สำหรับ font-weight
normal: ความหนาปกติ (ค่าเริ่มต้น)bold: ความหนาbolder: หนาขึ้นlighter: บางลง100-900: ค่าตัวเลขที่กำหนดความหนา (100 คือบางที่สุด, 900 คือหนาที่สุด)
ตัวอย่างการใช้งาน font-weight
h1 {
font-weight: bold;
}
p.emphasize {
font-weight: 700; /* เทียบเท่ากับ bold */
}
p.light {
font-weight: lighter;
}
Font Style: กำหนดรูปแบบตัวอักษร
font-style คือคุณสมบัติ CSS ที่ใช้กำหนดรูปแบบของตัวอักษร
ค่าที่ใช้ได้สำหรับ font-style
normal: รูปแบบปกติ (ค่าเริ่มต้น)italic: ตัวเอียงoblique: ตัวเอียง (อาจแตกต่างจาก italic เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับฟอนต์)
ตัวอย่างการใช้งาน font-style
em {
font-style: italic;
}
p.oblique {
font-style: oblique;
}
สรุป
ในบทนี้ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับแต่งตัวอักษรด้วย CSS ซึ่งประกอบไปด้วย font-family, font-size, font-weight และ font-style การทำความเข้าใจและใช้งานคุณสมบัติเหล่านี้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถสร้างเว็บไซต์ที่มีรูปแบบตัวอักษรที่สวยงามและเหมาะสมกับเนื้อหาได้
ในบทต่อไป เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดตำแหน่งข้อความ (Text Alignment) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการจัด Layout ของเว็บไซต์