Skip to main content

เนื้อหาภาษาไทย / Thai content

System guide Content reviewed

การใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล: ขอบเขตและข้อจำกัด

บทความนี้กล่าวถึงหลักการสำคัญในการใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ PDPA โดยเน้นที่การใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้, การจำกัดการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะผู้ที่เก...

การใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล: ขอบเขตและข้อจำกัด

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย PDPA ในบทที่แล้ว ในบทนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีขอบเขตและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการประมวลผลข้อมูลของเราเป็นไปตาม PDPA และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล

ใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้: หัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูล

หลักการสำคัญที่สุดในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลคือ การใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับเจ้าของข้อมูลตั้งแต่แรก หากเราเก็บข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง เราจะไม่สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมใหม่จากเจ้าของข้อมูล หรือมีฐานทางกฎหมายอื่นที่อนุญาตให้ทำได้

ตัวอย่าง:

  • ถูกต้อง: บริษัท A เก็บข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดส่งสินค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า บริษัท A สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้
  • ไม่ถูกต้อง: บริษัท A เก็บข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดส่งสินค้า ต่อมาบริษัท A นำข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าไปใช้ในการส่ง SMS โฆษณาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์โดยไม่แจ้ง: หลายองค์กรมักจะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลโดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ ซึ่งถือเป็นการละเมิด PDPA
  • การตีความวัตถุประสงค์ที่กว้างเกินไป: การแจ้งวัตถุประสงค์ที่กว้างเกินไป เช่น "เพื่อปรับปรุงการบริการ" อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและไม่ชัดเจนว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างไร

แนวทางปฏิบัติ:

  1. ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน: ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ให้ระบุวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง
  2. แจ้งวัตถุประสงค์ให้เจ้าของข้อมูลทราบ: แจ้งวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ผ่านช่องทางที่เหมาะสม เช่น นโยบายความเป็นส่วนตัว
  3. ขอความยินยอมใหม่หากมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์: หากต้องการใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่เคยแจ้งไว้ ให้ขอความยินยอมใหม่จากเจ้าของข้อมูล

เปิดเผยเฉพาะกับผู้ที่เกี่ยวข้อง: การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล

การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลควรจำกัดเฉพาะ ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีความจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลนั้นเท่านั้น เราควรมีมาตรการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต

ตัวอย่าง:

  • ถูกต้อง: โรงพยาบาลเก็บข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ ข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้โดยแพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนไข้เท่านั้น
  • ไม่ถูกต้อง: โรงพยาบาลเก็บข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ พนักงานธุรการของโรงพยาบาลทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • การให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่จำเป็น: การให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลแก่พนักงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้นในการปฏิบัติงาน
  • การเปิดเผยข้อมูลให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต: การเปิดเผยข้อมูลให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นที่อนุญาตให้ทำได้

แนวทางปฏิบัติ:

  1. กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล: กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทและหน้าที่ของพนักงาน
  2. ใช้ระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูล: ใช้ระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เหมาะสม เช่น การใช้รหัสผ่าน การยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย
  3. ทำข้อตกลงรักษาความลับ: ทำข้อตกลงรักษาความลับกับพนักงานและบุคคลภายนอกที่เข้าถึงข้อมูล
  4. ตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล: ตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลเป็นประจำ เพื่อตรวจสอบว่ามีการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่

มีมาตรการรักษาความปลอดภัย: ปกป้องข้อมูลจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งทางเทคนิคและการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการเข้าถึง การใช้งาน การเปิดเผย การแก้ไข หรือการทำลายข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตัวอย่าง:

  • มาตรการทางเทคนิค: การเข้ารหัสข้อมูล, การใช้ไฟร์วอลล์, การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส, การอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำ
  • มาตรการทางบริหารจัดการ: การกำหนดนโยบายและขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยข้อมูล, การฝึกอบรมพนักงาน, การตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • การละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัย: การละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่เข้ารหัสข้อมูล การไม่ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส
  • การไม่ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย: การไม่ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • การขาดการฝึกอบรมพนักงาน: การขาดการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล

แนวทางปฏิบัติ:

  1. ประเมินความเสี่ยง: ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลเป็นประจำ
  2. กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม: กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ประเมินได้
  3. ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัย: ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
  4. ตรวจสอบและปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย: ตรวจสอบและปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นประจำ

ตัวอย่างโค้ด (PHP) สำหรับการเข้ารหัสข้อมูล:

<?php

// ข้อมูลที่ต้องการเข้ารหัส
$data = "ข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ";

// คีย์สำหรับเข้ารหัส
$key = "รหัสลับที่ซับซ้อน";

// วิธีการเข้ารหัส
$cipher = "aes-256-cbc";

// สร้าง Initialization Vector (IV)
$ivlen = openssl_cipher_iv_length($cipher);
$iv = openssl_random_pseudo_bytes($ivlen);

// เข้ารหัสข้อมูล
$ciphertext = openssl_encrypt($data, $cipher, $key, OPENSSL_RAW_DATA, $iv);

// แปลง IV เป็น Base64 เพื่อเก็บไว้
$iv_base64 = base64_encode($iv);

// แปลง Ciphertext เป็น Base64 เพื่อเก็บไว้
$ciphertext_base64 = base64_encode($ciphertext);

echo "IV: " . $iv_base64 . "<br>";
echo "Ciphertext: " . $ciphertext_base64 . "<br>";

// การถอดรหัส (ตัวอย่าง)
$original_data = openssl_decrypt(base64_decode($ciphertext_base64), $cipher, $key, OPENSSL_RAW_DATA, base64_decode($iv_base64));

echo "ข้อมูลเดิม: " . $original_data . "<br>";

?>

คำอธิบายโค้ด:

  • โค้ดนี้ใช้ฟังก์ชัน openssl_encrypt และ openssl_decrypt ใน PHP เพื่อเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล
  • $cipher กำหนดวิธีการเข้ารหัส (ในที่นี้คือ AES-256-CBC)
  • $key คือรหัสลับที่ใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัส
  • $iv คือ Initialization Vector ซึ่งใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้ารหัส
  • ข้อมูลที่เข้ารหัสจะถูกแปลงเป็น Base64 เพื่อให้สามารถจัดเก็บและส่งผ่านได้อย่างปลอดภัย

ข้อควรระวัง:

  • ควรเก็บรักษารหัสลับ ($key) และ Initialization Vector ($iv) ไว้เป็นความลับ
  • ควรเลือกวิธีการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งและเหมาะสมกับความต้องการ
  • ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไลบรารี OpenSSL ได้รับการติดตั้งและเปิดใช้งานบนเซิร์ฟเวอร์

สรุป

การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการประมวลผลข้อมูลภายใต้ PDPA เราต้องให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ การเปิดเผยข้อมูลเฉพาะกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และการมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าการประมวลผลข้อมูลของเราเป็นไปตามกฎหมายและเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล ในบทถัดไป เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เราสามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Office.in.th Custom Service

Want to build or adapt a system from this structure?

Office.in.th designs and develops enterprise web applications, API integrations, and public- and private-sector management systems, with long-term support.

See our software development service