การติดตั้ง MySQL บน Linux
ในบทความนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีการติดตั้ง MySQL บนระบบปฏิบัติการ Linux โดยจะเน้นไปที่ Ubuntu ซึ่งเป็น distribution ที่ได้รับความนิยม แต่หลักการก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ distribution อื่นๆ ได้เช่นกัน
Linux มี package manager ที่แตกต่างกันไปในแต่ละ distribution ที่สำคัญและนิยมใช้กันคือ apt-get (สำหรับ Debian/Ubuntu) และ yum (สำหรับ CentOS/RHEL) เราจะเน้นการใช้ apt-get เป็นหลักในบทความนี้
การใช้ apt-get เพื่อติดตั้ง MySQL
apt-get เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ package บนระบบ Debian และ Ubuntu การติดตั้ง MySQL ด้วย apt-get ทำได้ง่ายและสะดวก
-
อัปเดต Package List: ก่อนที่จะติดตั้งอะไรใหม่ๆ เราควรจะอัปเดต package list ให้เป็นปัจจุบันก่อนเสมอ โดยใช้คำสั่ง:
sudo apt-get updateคำสั่ง
sudoคือการรันคำสั่งด้วยสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ (root) -
ติดตั้ง MySQL Server: หลังจากอัปเดต package list แล้ว เราก็สามารถติดตั้ง MySQL Server ได้เลย โดยใช้คำสั่ง:
sudo apt-get install mysql-serverระบบจะถามว่าต้องการติดตั้งหรือไม่ ให้ตอบ
y(yes) แล้วกด Enter -
ระหว่างการติดตั้ง: ระบบอาจจะถามให้ตั้งค่า password สำหรับ user
rootของ MySQL ให้ตั้ง password ที่จำง่ายแต่ปลอดภัย และจดบันทึกไว้ด้วย
การใช้ yum เพื่อติดตั้ง MySQL (สำหรับ CentOS/RHEL)
สำหรับผู้ที่ใช้ CentOS หรือ RHEL สามารถใช้ yum ในการติดตั้ง MySQL ได้
-
ติดตั้ง MySQL Community Server: โดยทั่วไปแล้ว MySQL Community Server จะไม่ได้อยู่ใน repository หลักของ CentOS/RHEL ดังนั้นเราจะต้องเพิ่ม repository ก่อน
ดาวน์โหลดและติดตั้ง MySQL Community Server RPM package จากเว็บไซต์ MySQL: https://dev.mysql.com/downloads/repo/yum/
sudo yum localinstall mysql80-community-release-el7-3.noarch.rpm(ชื่อไฟล์อาจแตกต่างกันไปตามเวอร์ชัน MySQL)
-
ติดตั้ง MySQL Server: หลังจากเพิ่ม repository แล้ว เราก็สามารถติดตั้ง MySQL Server ได้เลย โดยใช้คำสั่ง:
sudo yum install mysql-serverระบบจะถามว่าต้องการติดตั้งหรือไม่ ให้ตอบ
y(yes) แล้วกด Enter -
เริ่มต้น MySQL Server: หลังจากติดตั้งเสร็จ ให้เริ่มต้น MySQL Server:
sudo systemctl start mysqld -
เปิดใช้งาน MySQL Server ให้เริ่มทำงานอัตโนมัติเมื่อบูตเครื่อง:
sudo systemctl enable mysqld -
ตั้งค่า Password: CentOS/RHEL มักจะใช้
validate_passwordplugin ซึ่งบังคับให้ตั้ง password ที่แข็งแรง คุณสามารถตั้งค่า password สำหรับ root user ได้โดยใช้คำสั่ง:sudo mysql_secure_installationทำตามคำแนะนำบนหน้าจอเพื่อตั้งค่า password และปรับปรุงความปลอดภัยของ MySQL
การตั้งค่า Password
หลังจากติดตั้ง MySQL แล้ว สิ่งสำคัญคือการตั้งค่า password สำหรับ user root เพื่อความปลอดภัย
สำหรับ Ubuntu (หลังการติดตั้งด้วย apt-get):
ใน Ubuntu เวอร์ชันใหม่ๆ MySQL จะใช้ authentication plugin ที่ชื่อ auth_socket โดย default ซึ่งจะอนุญาตให้ user ที่มีสิทธิ์ root ในระบบปฏิบัติการ สามารถเข้าถึง MySQL โดยไม่ต้องใช้ password
ถ้าต้องการใช้ password authentication ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
-
เข้าสู่ MySQL Server: ใช้คำสั่ง
sudo mysql -
เปลี่ยน Authentication Method: เปลี่ยน authentication method ของ root user จาก
auth_socketเป็นmysql_native_passwordโดยใช้คำสั่ง:ALTER USER 'root'@'localhost' IDENTIFIED WITH mysql_native_password BY 'your_new_password';แทนที่
'your_new_password'ด้วย password ที่ต้องการ -
Refresh Privileges: รันคำสั่งนี้เพื่อให้ MySQL รับรู้การเปลี่ยนแปลง:
FLUSH PRIVILEGES; -
ออกจาก MySQL: ใช้คำสั่ง
exit
ตอนนี้คุณสามารถเข้าสู่ MySQL Server โดยใช้ password ได้แล้ว
การเริ่มต้น MySQL Server
หลังจากติดตั้งและตั้งค่า password แล้ว เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า MySQL Server กำลังทำงานอยู่
ตรวจสอบสถานะของ MySQL Server: ใช้คำสั่ง
sudo systemctl status mysql
ถ้า MySQL Server ยังไม่ได้ทำงาน ให้เริ่มต้นโดยใช้คำสั่ง:
sudo systemctl start mysql
และถ้าต้องการให้ MySQL Server เริ่มทำงานอัตโนมัติเมื่อบูตเครื่อง ให้ใช้คำสั่ง:
sudo systemctl enable mysql
สรุป
ในบทความนี้ เราได้เรียนรู้วิธีการติดตั้ง MySQL บน Linux (Ubuntu และ CentOS/RHEL) โดยใช้ apt-get และ yum รวมถึงการตั้งค่า password และการเริ่มต้น MySQL Server สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อให้สามารถใช้งาน MySQL ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ในบทความถัดไป เราจะมาเรียนรู้วิธีการเชื่อมต่อกับ MySQL Server ด้วย Command Line