การจัดรูปแบบข้อความด้วย HTML
ในบทที่แล้ว เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Inline Elements และ Block-level Elements ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดวางโครงสร้างเว็บไซต์ ในบทนี้ เราจะมาเจาะลึกเรื่องการจัดรูปแบบข้อความด้วย HTML ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเน้นข้อความสำคัญ หรือแสดงข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้
พื้นฐานการจัดรูปแบบข้อความ
HTML มี tags หลายตัวที่ช่วยให้เราสามารถจัดรูปแบบข้อความได้หลากหลายรูปแบบ แต่ละ tag มีความหมายและการใช้งานที่แตกต่างกัน เราจะมาดูกันว่า tags เหล่านี้คืออะไรบ้าง:
<strong>: ใช้สำหรับเน้นข้อความที่มีความสำคัญ (important)<em>: ใช้สำหรับเน้นข้อความที่ต้องการเน้น (emphasized)<mark>: ใช้สำหรับไฮไลท์ข้อความ<small>: ใช้สำหรับแสดงข้อความขนาดเล็ก (เช่น ข้อความลิขสิทธิ์)<del>: ใช้สำหรับแสดงข้อความที่ถูกลบ<ins>: ใช้สำหรับแสดงข้อความที่ถูกเพิ่มเข้ามา<sub>: ใช้สำหรับแสดงข้อความที่เป็นตัวห้อย<sup>: ใช้สำหรับแสดงข้อความที่เป็นตัวยก
การใช้งานแต่ละ Tag อย่างละเอียด
เรามาดูตัวอย่างการใช้งานแต่ละ tag กัน:
<strong>
Tag <strong> ใช้สำหรับเน้นข้อความที่มีความสำคัญ มักจะแสดงผลเป็นตัวหนา (bold) โดยเบราว์เซอร์ส่วนใหญ่
<p>นี่คือข้อความ <strong>ที่สำคัญ</strong> ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ</p>
ผลลัพธ์:
นี่คือข้อความ ที่สำคัญ ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ
<em>
Tag <em> ใช้สำหรับเน้นข้อความที่ต้องการเน้น อาจจะเป็นการเน้นความรู้สึก หรือความสำคัญของคำนั้น มักจะแสดงผลเป็นตัวเอียง (italic) โดยเบราว์เซอร์ส่วนใหญ่
<p>ฉัน<em>ไม่</em>แน่ใจว่าฉันเข้าใจ</p>
ผลลัพธ์:
ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจ
<mark>
Tag <mark> ใช้สำหรับไฮไลท์ข้อความ เพื่อดึงดูดความสนใจ มักจะแสดงผลโดยการใส่สีพื้นหลังให้กับข้อความ
<p>โปรดจำไว้ว่า <mark>ฟังก์ชันนี้</mark> สำคัญมาก</p>
ผลลัพธ์:
โปรดจำไว้ว่า ฟังก์ชันนี้ สำคัญมาก
<small>
Tag <small> ใช้สำหรับแสดงข้อความขนาดเล็ก มักจะใช้สำหรับข้อความลิขสิทธิ์ ข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือข้อความเสริมอื่นๆ
<p>© 2023 ตัวอย่างเว็บไซต์ <small>สงวนลิขสิทธิ์</small></p>
ผลลัพธ์:
© 2023 ตัวอย่างเว็บไซต์ สงวนลิขสิทธิ์
<del>
Tag <del> ใช้สำหรับแสดงข้อความที่ถูกลบ มักจะแสดงผลโดยการขีดฆ่าข้อความ
<p>ราคาเดิม: <del>100 บาท</del> ราคาใหม่: 80 บาท</p>
ผลลัพธ์:
ราคาเดิม: 100 บาท ราคาใหม่: 80 บาท
<ins>
Tag <ins> ใช้สำหรับแสดงข้อความที่ถูกเพิ่มเข้ามา มักจะใช้คู่กับ <del> เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อความ มักจะแสดงผลโดยการขีดเส้นใต้ข้อความ
<p>ราคาเดิม: <del>100 บาท</del> ราคาใหม่: <ins>80 บาท</ins></p>
ผลลัพธ์:
ราคาเดิม: 100 บาท ราคาใหม่: 80 บาท
<sub>
Tag <sub> ใช้สำหรับแสดงข้อความที่เป็นตัวห้อย มักจะใช้ในสูตรทางวิทยาศาสตร์ หรือสมการทางคณิตศาสตร์
<p>สูตรทางเคมีของน้ำคือ H<sub>2</sub>O</p>
ผลลัพธ์:
สูตรทางเคมีของน้ำคือ H2O
<sup>
Tag <sup> ใช้สำหรับแสดงข้อความที่เป็นตัวยก มักจะใช้ในเลขยกกำลัง หรือวันที่
<p>2<sup>3</sup> = 8</p>
ผลลัพธ์:
23 = 8
ความแตกต่างระหว่าง <strong> กับ <b> และ <em> กับ <i>
คุณอาจจะเคยเห็น tag <b> และ <i> ซึ่งก็สามารถใช้ทำตัวหนาและตัวเอียงได้เช่นกัน แล้วทำไมเราถึงควรใช้ <strong> และ <em> แทน?
ความแตกต่างหลักคือเรื่องของ **ความหมาย (semantics)**
<strong>และ<em>บอกว่าข้อความนั้นมีความสำคัญหรือต้องการเน้น ซึ่งเบราว์เซอร์และโปรแกรมอ่านหน้าจอ (screen reader) จะสามารถตีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้<b>และ<i>เพียงแค่บอกว่าให้แสดงผลเป็นตัวหนาหรือตัวเอียงเท่านั้น ไม่ได้บอกความหมายอะไรเพิ่มเติม
ดังนั้น เราควรใช้ <strong> และ <em> เมื่อต้องการเน้นความสำคัญหรือความหมายของข้อความ และใช้ <b> และ <i> เมื่อต้องการแค่เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลเท่านั้น (ซึ่งในปัจจุบัน มักจะใช้ CSS ในการจัดการรูปแบบการแสดงผลมากกว่า)
ตัวอย่าง:
<p>คำเตือน: <strong>อย่าสัมผัส!</strong></p>
<p>เขาพูดว่า: <em>ฉันไม่รู้</em></p>
<p>นี่คือ <b>ตัวอย่าง</b> ของการใช้ <b>tag b</b></p>
<p>นี่คือ <i>ตัวอย่าง</i> ของการใช้ <i>tag i</i></p>
ผลลัพธ์:
คำเตือน: อย่าสัมผัส!
เขาพูดว่า: ฉันไม่รู้
นี่คือ ตัวอย่าง ของการใช้ tag b
นี่คือ ตัวอย่าง ของการใช้ tag i
การใช้งาน Tag เหล่านี้เพื่อเน้นข้อความ
การใช้ tag เหล่านี้เพื่อเน้นข้อความควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้มากเกินไปจนทำให้ข้อความดูรกและอ่านยาก
เคล็ดลับ:
- ใช้
<strong>สำหรับข้อความที่สำคัญจริงๆ - ใช้
<em>สำหรับข้อความที่ต้องการเน้นความรู้สึก หรือความสำคัญของคำนั้น - ใช้
<mark>สำหรับไฮไลท์คำหรือวลีที่ต้องการให้ผู้ใช้อ่านสังเกต - ใช้
<small>สำหรับข้อความที่ไม่สำคัญเท่าไหร่ - ใช้
<del>และ<ins>เมื่อต้องการแสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อความ - ใช้
<sub>และ<sup>เมื่อต้องการแสดงตัวห้อยและตัวยก
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
<p>ประกาศ: <strong>ระบบจะปิดปรับปรุงในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 00:00 - 06:00 น.</strong> <small>ขออภัยในความไม่สะดวก</small></p>
<p>คำแนะนำ: <em>โปรดตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยัน</em></p>
<p>หมายเหตุ: <mark>ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า</mark></p>
<p>คุณสมบัติ: <del>กันน้ำ</del> <ins>กันน้ำระดับ IP68</ins></p>
ผลลัพธ์:
ประกาศ: ระบบจะปิดปรับปรุงในวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 00:00 - 06:00 น. ขออภัยในความไม่สะดวก
คำแนะนำ: โปรดตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยัน
หมายเหตุ: ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
คุณสมบัติ: กันน้ำ กันน้ำระดับ IP68
สรุป
ในบทนี้ เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดรูปแบบข้อความด้วย HTML โดยใช้ tags ต่างๆ เช่น <strong>, <em>, <mark>, <small>, <del>, <ins>, <sub> และ <sup> รวมถึงความแตกต่างระหว่าง <strong> กับ <b> และ <em> กับ <i> การใช้ tag เหล่านี้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน
ในบทต่อไป เราจะมาเรียนรู้วิธีการสร้าง Navigation Bar ด้วย HTML ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเว็บไซต์ทุกเว็บไซต์