การติดตั้ง MySQL บน macOS
สำหรับผู้ใช้งาน macOS ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน MySQL ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับ Windows ครับ ในบทนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีการติดตั้ง MySQL บน macOS กัน โดยมี 2 วิธีหลักๆ ที่นิยมใช้กัน คือ การติดตั้งผ่าน Homebrew และการติดตั้งผ่าน DMG
วิธีที่ 1: การติดตั้ง MySQL ผ่าน Homebrew
Homebrew เป็น package manager ที่ได้รับความนิยมอย่างมากบน macOS ซึ่งช่วยให้การติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นเรื่องง่ายดาย หากคุณยังไม่ได้ติดตั้ง Homebrew สามารถติดตั้งได้โดยเปิด Terminal และรันคำสั่งนี้:
/bin/bash -c "$(curl -fsSL https://raw.githubusercontent.com/Homebrew/install/HEAD/install.sh)"
เมื่อติดตั้ง Homebrew เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเริ่มติดตั้ง MySQL กันเลยครับ
- อัปเดต Homebrew: ก่อนอื่น เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Homebrew เป็นเวอร์ชันล่าสุด โดยรันคำสั่ง:
- ติดตั้ง MySQL: จากนั้น รันคำสั่งเพื่อติดตั้ง MySQL:
- เริ่มต้น MySQL Server: หลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น เราสามารถเริ่มต้น MySQL Server ได้โดยใช้คำสั่ง:
- ตรวจสอบสถานะ MySQL Server: เพื่อตรวจสอบว่า MySQL Server ทำงานอยู่หรือไม่ ให้ใช้คำสั่ง:
- การตั้งค่า Password สำหรับผู้ใช้ root: หลังจากการติดตั้ง MySQL ผ่าน Homebrew ในครั้งแรก MySQL จะสร้างผู้ใช้ `root` โดยไม่มีรหัสผ่าน ซึ่งไม่ปลอดภัย ดังนั้นเราจำเป็นต้องตั้งรหัสผ่านให้ผู้ใช้ `root` ทันที โดยใช้คำสั่ง:
brew update
brew install mysql
brew services start mysql
หากต้องการหยุด MySQL Server สามารถใช้คำสั่ง:
brew services stop mysql
brew services list
คุณจะเห็นรายการ services ที่ Homebrew จัดการอยู่ รวมถึงสถานะของ MySQL ด้วย
mysql_secure_installation
คำสั่งนี้จะถามคำถามหลายข้อ เช่น ให้เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับผู้ใช้ `root` ลบผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ (anonymous users) ไม่อนุญาตให้ล็อกอินจากระยะไกลด้วยผู้ใช้ `root` และลบฐานข้อมูลทดสอบ แนะนำให้ตอบ `y` (Yes) สำหรับทุกคำถามเพื่อความปลอดภัย
วิธีที่ 2: การติดตั้ง MySQL ผ่าน DMG
อีกวิธีหนึ่งในการติดตั้ง MySQL บน macOS คือการดาวน์โหลดไฟล์ DMG (Disk Image) จากเว็บไซต์ MySQL อย่างเป็นทางการ
- ดาวน์โหลด MySQL Community Server: เข้าไปที่เว็บไซต์ MySQL Downloads และเลือก MySQL Community Server
- เลือก macOS: เลือก macOS เป็น Operating System และดาวน์โหลดไฟล์ DMG
- ติดตั้ง MySQL: ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ DMG ที่ดาวน์โหลดมา จากนั้นทำตามขั้นตอนในตัวติดตั้ง (Installer)
- การตั้งค่า Password สำหรับผู้ใช้ root: ระหว่างขั้นตอนการติดตั้ง ตัวติดตั้งจะให้คุณตั้งรหัสผ่านสำหรับผู้ใช้ root อย่าลืมจดรหัสผ่านนี้ไว้ เพราะคุณจะต้องใช้ในการเชื่อมต่อกับ MySQL Server
- เริ่มต้น MySQL Server: หลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น MySQL Server จะเริ่มต้นทำงานโดยอัตโนมัติ หากไม่เป็นเช่นนั้น คุณสามารถเริ่มต้นได้จาก System Preferences -> MySQL
การเชื่อมต่อกับ MySQL Server
หลังจากติดตั้ง MySQL Server เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มาลองเชื่อมต่อกับ MySQL Server กันครับ
ผ่าน Command Line:
เปิด Terminal และรันคำสั่ง:
mysql -u root -p
จากนั้นระบบจะถามหารหัสผ่านที่คุณได้ตั้งไว้ตอนติดตั้ง
หากเชื่อมต่อได้สำเร็จ คุณจะเห็น MySQL prompt:
mysql>
ผ่าน MySQL Workbench:
MySQL Workbench เป็น GUI tool ที่ช่วยให้คุณจัดการฐานข้อมูล MySQL ได้ง่ายขึ้น หากคุณเลือก "Developer Default" ตอนติดตั้ง MySQL บน Windows ในบทเรียนก่อนหน้า คุณน่าจะมี MySQL Workbench ติดตั้งอยู่แล้ว แต่หากไม่ได้ติดตั้ง สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ MySQL
- เปิด MySQL Workbench: เปิดโปรแกรม MySQL Workbench
- สร้าง Connection: คลิกที่เครื่องหมาย + เพื่อสร้าง Connection ใหม่
- ใส่รายละเอียด Connection:
- Connection Name: ตั้งชื่อ Connection ของคุณ
- Hostname: ใส่ `127.0.0.1` หรือ `localhost`
- Port: ใส่ `3306` (ค่า default)
- Username: ใส่ `root`
- Password: คลิกที่ "Store in Keychain..." และใส่รหัสผ่านที่คุณได้ตั้งไว้ตอนติดตั้ง
- Test Connection: คลิกที่ "Test Connection" เพื่อตรวจสอบว่า Connection ถูกต้องหรือไม่
- Connect: คลิกที่ "OK" เพื่อบันทึก Connection และดับเบิลคลิกที่ Connection ที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับ MySQL Server
คำศัพท์ที่ควรรู้
- Homebrew: Package manager สำหรับ macOS
- DMG: Disk Image file format ที่ใช้บน macOS
- root: ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์สูงสุดใน MySQL
- MySQL Workbench: GUI tool สำหรับจัดการฐานข้อมูล MySQL
สรุป
ในบทนี้ เราได้เรียนรู้วิธีการติดตั้ง MySQL บน macOS ทั้ง 2 วิธี คือ การติดตั้งผ่าน Homebrew และการติดตั้งผ่าน DMG รวมถึงวิธีการเชื่อมต่อกับ MySQL Server ทั้งผ่าน Command Line และ MySQL Workbench ในบทต่อไป เราจะมาดูวิธีการติดตั้ง MySQL บน Linux กันครับ